Contact us on +668 4668 1993 or aspasign2020@gmail.com

“AI Mode” คืออะไร ต่างจาก AI Overview และ Gemini ยังไง ? ฟีเจอร์ค้นหาจาก Google ที่ใช้งานง่าย แต่หลายคนยังใช้งานผิด

“AI Mode” คืออะไร ต่างจาก AI Overview และ Gemini ยังไง ? ฟีเจอร์ค้นหาจาก Google ที่ใช้งานง่าย แต่หลายคนยังใช้งานผิด
February 1, 2026 dhammarong

เข้าหน้า Google ช่วงนี้ เคยสังเกตเห็นปุ่มเมนูใหม่ข้าง ๆ ช่องค้นหาที่เขียนว่า “โหมด AI” หรือ “AI Mode” กันไหมฮะ ?

เชื่อว่าหลายคนพอเห็นแล้วก็ต้องมีกดลองของกันบ้างแหละ ! แต่พอลองพิมพ์ Keyword แล้วกดปุ่ม AI Mode ปุ๊บ ผลลัพธ์ที่เด้งขึ้นมาดันมีหน้าตาคล้ายกับ Gemini ที่เราคุ้นเคยเลย แล้วในเมื่อหน้าตาเหมือนกัน ใช้โมเดลเดียวกัน แล้ว Google จะทำปุ่มนี้ออกมาทำไมให้เราสับสน ?

ความจริงก็คือ ภายใต้หน้าตาที่คล้ายกันนั้น AI Mode มีหน้าที่ที่ต่างจาก Gemini และ AI Overview อยู่ฮะ แถมถ้าเราใช้ผิดประเภท ก็จะถือเป็นการใช้ประสิทธิภาพของแต่ละเครื่องมือได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่

วันนี้ AD ADDICT จะพาไปรู้จักตัว AI Mode ให้มากขึ้น ว่าฟีเจอร์นี้คืออะไร ถูกสร้างมาเพื่อใช้ทำอะไร เหมาะกับงานแบบไหนกันแน่ ? แล้วแตกต่างจากตัว Gemini กับ AI Overview ยังไง… ถ้าเข้าใจแล้ว แอดค่อนข้างมั่นใจว่าเพื่อน ๆ จะหยิบเครื่องมือนี้มาใช้บ่อย (และถูกต้อง) ขึ้น แน่นอนฮะ ไปดูกันเลย !


AI Mode คืออะไร ? ฟีเจอร์ที่มากกว่าการค้นหา แต่คือการ “ขุด” ข้อมูล

สำหรับใครที่ยังไม่เคยเห็นหรือยังไม่เคยสังเกตว่าตัว AI Mode ที่ว่าอยู่ตรงไหน จริง ๆ มันมีหน้าตาแบบนี้ฮะ และสามารถเข้าได้ทั้งใน Desktop และ มือถือเลย

Google AI Mode คือโหมดการค้นหาที่ Google ออกแบบมาให้ผู้ใช้ “คุยกับ Google แบบเป็นบทสนทนา” มากขึ้น ไม่ใช่แค่พิมพ์คีย์เวิร์ดแล้วดูผลลัพธ์เป็นลิสต์เว็บไซต์เหมือนเดิม บริบทคล้าย ๆ กับเวลาเราอยากรู้อะไรก็จะหนไปถามเพื่อนที่คิดว่าเขารู้ทุกเรื่องแล้วโต้ตอบกับเขาได้นั่นแหละฮะ ตัว AI Mode ก็คือเพื่อนคนนั้นนั่นเอง

จุดเด่นของ AI Mode คือ

  • ผู้ใช้สามารถถามคำถามยาว ๆ ได้เหมือนคุยกับคน
  • ถามต่อยอดจากคำถามเดิมได้ทันที
  • ระบบจะพยายามสรุป วิเคราะห์ และเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งให้ในคำตอบเดียว

AI Mode ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการค้นหาที่มีบริบทซับซ้อนและต้องการ Reasoning มากขึ้น ไม่ใช่แค่การดึงข้อมูลตรง ๆ แบบเดิม หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ถ้า Google Search แบบเดิมคือการค้นหาเว็บ AI Mode ก็คือการค้นหาคำตอบ นั่นเองฮะ

ส่วนวิธีการทำงานหลังบ้านของ AI Mode จะใช้เทคนิคที่เรียกว่า Query Fan-Out คือเมื่อเราถามคำถามยาก ๆ AI Mode จะไม่แค่หาคำตอบเดียว แต่มันจะแตกกิ่งคำถามนั้นออกเป็นหลาย ๆ คำถามย่อย แล้วไปทำการค้นหาและรวบรวมข้อมูลดิบจากเว็บจำนวนมากกลับมาประมวลผลเป็นคำตอบเดียว

เช่น ถ้าเราถามว่า “วางแผนเที่ยวญี่ปุ่น 10 วันให้งบไม่เกิน 5 หมื่น” AI Mode จะแยกไปหาทั้ง “ค่าตั๋วเครื่องบินปัจจุบัน”, “ค่าที่พักราคาถูก”, “ค่าตั๋วรถไฟ”, “ราคาอาหารเฉลี่ย” แล้วเอามารวมให้เราในคำตอบนั้น พอจะนึกภาพกันออกใช่ไหมฮะ

อ่านไปอ่านมา ทั้งวิธีหลังบ้านและผลลัพธ์หน้าบ้านมันก็แอบคล้าย ๆ Gemini กับ AI Overview ใช่ไหมฮะ มาดูกันว่า AI Mode แตกต่างจาก 2 ตัวนี้อย่างไรกันแน่


AI Mode vs AI Overview vs Gemini ต่างกันยังไง ?

ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจว่าที่หน้าตาของ AI Mode มันคล้ายกับ Gemini มาก ก็เพราะว่าหลังบ้านของ AI Mode ก็ใช้โมเดลเดียวกับของตัว Gemini นี่แหละฮะ

ถามว่าแล้วในเมื่อมี Gemini ที่คนสามารถถามโต้ตอบได้อยู่แล้ว ทำไมยังต้องทำ AI Mode ออกมาอีก ? แอดว่าอันนี้น่าจะเป็นกลยุทธ์ของ Google ที่เขาเอามาแก้เกมให้คนยังคงใช้เครื่องมือ Search อยู่ ในยุคที่ Generative AI (ที่คนมักจะเลือกเอาไว้ใช้เป็นเครื่องมือถามตอบ) อย่าง Gemini, ChatGPT ฯลฯ มาแรง (ถ้าใครสนใจดึงลูกค้าจากทางนี้ แอดเคยมีแชร์เรื่องการทำ GEO ให้แบรนด์ถูกพูดถึงในคำตอบของ AI ไว้ด้วย ลองไปอ่านเพิ่มเติมกันได้ฮะ)

มาดูความต่างของ 3 ตัวนี้กันเลย

“Gemini App” แชตบอทสารพัดประโยชน์

Gemini คือ Standalone App หรือหน้าเว็บแยก (gemini.google.com) ที่ทำหน้าที่เป็นเหมือนผู้ช่วยส่วนตัว หน้าที่ของมันเน้นไปที่งาน Creative และ Task Management มากกว่าการค้นหาข้อมูลใหม่ ๆ บน Search เช่น ให้ช่วยเขียนโค้ด, ร่างอีเมล, หรือสรุปไฟล์ PDF ซึ่งแม้จะใช้โมเดลเดียวกันกับ AI Mode แต่พฤติกรรมการใช้งานกับตัว Gemini จะเน้นไปที่การสร้างสิ่งใหม่ (Creation) มากกว่าการหาข้อมูล (Discovery)

“AI Overview” สรุปย่อให้อ่านทันที

AI Overview คือกล่องข้อความสรุปที่ขึ้นมาทันทีหลังเรากดค้นหา หน้าที่ของมันคือการให้ Snapshot หรือให้คำตอบแบบลัด ๆ เพื่อให้เราไม่ต้องคลิกเข้าเว็บไปอ่านเองทั้งหน้า เหมาะสำหรับคำถามที่ต้องการคำตอบสั้น ๆ เช่น “วิธีทำแกงเขียวหวาน” หรือ “ใครคือ CEO ของ Google” โดยมันจะประมวลผลข้อมูลหน้าแรกมาให้คุณอ่านแบบจบในหน้าเดียว

แต่ก็ใช่ว่าทุกคำถามหรือทุกคีย์เวิร์ดที่เราค้นหาใน Google จะมี AI Overview ออกมาตอบเสมอฮะ (อนาคตอาจถูกพัฒนาให้ตอบสนองได้กับทุกคีย์เวิร์ด) แต่คีย์เวิร์ดที่มักจะมี AI Overview ออกมาตอบ จะเป็นคีย์เวิร์ดคำถามเชิง Informative หน่อยฮะ เช่นพวก How-to…, What is…, Compare… ประมาณนี้

“AI Mode” ถามตอบเชิงลึกแบบต่อเนื่อง

ตัว AI Mode จะทำงานเมื่อเรากดปุ่มเพื่อแชตต่อจากหน้าค้นหา โดยมันถูกออกแบบมาเพื่อการทำรีเสิร์ชเมื่อมีการถามจี้เป็นข้อ ๆ โดยยังคง Context หรือบริบทเดิมของการค้นหาเอาไว้ ทำให้เราไม่ต้องเริ่มอธิบายใหม่ทุกรอบเหมือนตอนเปลี่ยนไปใช้แอปฯ แยก

ตัวอย่างการใช้ AI Mode เช่น ถ้าเราเริ่มจากการ Search ในหน้าค้นหาปกติ แล้วเราเห็น AI Overview ขึ้นคำตอบสั้น ๆ แล้วอยากจะถามตัว AI เพิ่ม ก็สามารถกดเปลี่ยนเป็นโหมด AI Mode แล้วถามจี้ต่อในจุดที่สงสัยเพิ่มได้ ไม่ต้องไปไล่หาอ่านในเว็บเองก็ได้

อย่างในตัวอย่างด้านบนนี้

  • Step 1 : แอดลองถามว่า AD ADDICT คืออะไร
  • Step 2 : ตัว AI Overview ก็ตอบสรุปประเด็นสำคัญมาได้ดีเลย
  • Step 3 : คราวนี้แอดอยากรู้ว่า ADcademy ของ AD ADDICT เปิดสอนหลักสูตรอะไรบ้าง (ซึ่งไม่มีในคำตอบของ AI Overview) ถ้าเป็นอย่างนี้ปกติเราจะต้องไปรื้อดูในเว็บไซต์หรือโพสต์เก่า ๆ บน Facebook ใช่ไหม
  • Step 4 : ตรงนี้แอดสามารถกดเข้า “โหมด AI” หรือ “AI Mode” เพื่อถามคำถามต่อได้เลย

วิธีใช้งานง่าย ๆ ประมาณนี้ฮะ หรือใครจะพิมพ์คีย์เวิร์ดแล้วกดลัดไปที่ปุ่ม AI Mode เพื่อให้ AI ค้นหาคำตอบให้เลยแบบไม่ผ่านหน้า SERP ก็ได้เหมือนกัน

สิ่งสำคัญที่ทำให้ AI Mode เหนือกว่า Gemini คือฐานข้อมูลของ AI Mode แทบจะอัปเดตแบบเรียลไทม์เลย ในขณะที่ Gemini ที่เป็นแอปฯ หรือเว็บไซต์แยกจะยังอัปเดตข้อมูลได้ไม่ไวเท่า AI Mode


ทั้งหมดนี้ แอดหวังว่าเพื่อน ๆ จะเข้าใจกันมากขึ้นว่าแต่ละเครื่องมือของ Google ถูกออกแบบมาเพื่ออะไร รู้ว่าเมื่อไหร่ควรใช้ AI Mode เมื่อไหร่ควรพึ่ง Gemini หรืออ่านจากแหล่งข้อมูลจริง งานจะเร็วขึ้น คิดชัดขึ้น และตัดสินใจได้ดีขึ้นแน่นอน จำไว้สั้น ๆ

  • อยากได้คำตอบเร็ว ๆ ถามปุ๊บตอบปั๊บ ใช้ AI Overview
  • อยากรีเสิร์ชข้อมูลเชิงลึก เปรียบเทียบข้อมูลแบบเรียลไทม์ ใช้ AI Mode
  • อยากให้ช่วยเขียนบทความ คิดแคปชัน หรือวางแผนโปรเจกต์ ใช้ Gemini

ถ้าใครลองใช้แล้ว AI Mode แล้วชอบหรือไม่ชอบตรงไหน อย่าลืมมาคอมเมนต์แชร์กันในเพจ AD ADDICT นะฮะ ไว้เจอกันบทความหน้าคร้าบ ~

 

ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล : adaddictth.com